ค่าสายตา เรื่องใหญ่กว่าที่คิด! ทำความเข้าใจผลตรวจเพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม

การรู้ค่าสายตา ของตัวเองไม่ใช่เพียงแค่เพื่อการตัดแว่นเท่านั้น แต่เป็นกุญแจสำคัญที่บ่งบอกถึงสุขภาพดวงตาและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะรู้สึกว่าการมองเห็นเริ่มพร่ามัว หรือต้องการอัปเดตสุขภาพตา การทำความเข้าใจค่าต่าง ๆ บนใบวัดสายตาจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

Key Takeaway

  • การเข้าใจสัญลักษณ์ในใบวัดสายตา ช่วยให้คุณสื่อสารกับจักษุแพทย์ได้แม่นยำขึ้น
  • ค่าสายตาสั้น และยาวมีวิธีแก้ไขที่หลากหลาย ทั้งแว่นตา คอนแทคเลนส์ และการทำเลสิก (LASIK) หรือใส่เลนส์เสริม ICL
  • ระดับความสั้นของสายตา มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้แว่นตาในกิจกรรมที่ต่างกัน
  • เทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน เช่น เลสิก(LASIK) และเลนส์เสริม ICL ช่วยให้คุณมีอิสระโดยไม่ต้องพึ่งแว่น
สารบัญบทความ

    ค่าสายตา คืออะไร?

    วัดค่าสายตา

    ค่าสายตา คือ ตัวเลขที่แสดงถึงกำลังหักเหของแสงในดวงตา ซึ่งช่วยระบุว่าดวงตาของคุณสามารถโฟกัสภาพลงบนจอประสาทตาได้คมชัดเพียงใด หากมีค่าที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน จะส่งผลให้เกิดสภาวะ สายตาสั้น – หรือ + รวมถึงสายตาเอียงที่ทำให้ภาพบิดเบือน

    ตัวอักษรบนใบวัดค่าสายตามีความหมายอย่างไรบ้าง?

    เมื่อคุณเข้ารับการตรวจสายตา คุณจะได้รับใบแสดงผลที่มีตัวย่อภาษาอังกฤษมากมาย ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายเฉพาะเจาะจงที่ใช้ในการกำหนดค่าเลนส์ ดังนี้

    R และ L

    R และ L ย่อมาจาก Right (ตาขวา) และ Left (ตาซ้าย) บางครั้งอาจใช้คำศัพท์ทางการแพทย์ว่า OD (ตาขวา) และ OS (ตาซ้าย) 

    SPH

    ค่ากำลังเลนส์ที่ใช้แก้ไขสายตา หากเป็นเครื่องหมายลบ (-) หมายถึง ค่าสายตาสั้น และหากเป็นเครื่องหมายบวก (+) หมายถึง ค่าสายตายาว 

    CYL

    ค่ากำลังเลนส์ที่ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา “สายตาเอียง” หากในช่องนี้มีตัวเลข แสดงว่ากระจกตาของคุณมีความโค้งที่ไม่เท่ากันในแต่ละแนว 

    AXIS

    ค่าองศาของสายตาเอียง มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 180 องศา เพื่อบอกตำแหน่งที่เลนส์เอียงต้องวางตัวให้ตรงกับแกนสายตา 

    ADD

    ค่ากำลังเลนส์เสริมสำหรับมองใกล้ มักพบในผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามอายุ เพื่อช่วยให้การอ่านหนังสือชัดเจนขึ้น 

    วิธีอ่านค่าสายตาทำอย่างไร มีความหมายว่าอย่างไร?

    อ่านค่าสายตา

    การอ่านค่าสายตา ให้ดูที่เครื่องหมายและตัวเลขควบคู่กัน ตัวอย่างเช่น:

    • R: SPH -1.50 CYL -0.50 AX 180

    หมายความว่า ตาขวามี ค่าสายตาสั้น 150 ร่วมกับมีสายตาเอียงอีก 50 ในองศาที่ 180

    • L: SPH +2.00

    หมายความว่า ตาซ้ายมี ค่าสายตายาว 200 ซึ่งต้องใช้เลนส์นูนในการช่วยโฟกัสภาพ

    ขั้นตอนการตรวจวัดค่าสายตาทำอย่างไร?

    กระบวนการวัดสายตา ที่ได้มาตรฐานประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันความแม่นยำ เพื่อให้คุณได้ค่าสายตาที่ตรงกับความเป็นจริง ดังนี้

    1. การตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ (Auto-Refraction) เป็นการประเมินเบื้องต้นเพื่อหาค่าความผิดปกติของแสงที่ตกกระทบในดวงตา ช่วยให้ผู้ตรวจมีฐานข้อมูลเริ่มต้นที่รวดเร็ว โดยการมองภาพในตัวเครื่องเพื่อให้ระบบคำนวณค่าสายตาเบื้องต้นออกมาเป็นตัวเลข
    2. การวัดค่าสายตาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง Phoropter ขั้นตอนการปรับจูนความชัดเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ซึ่งต้องอาศัยการตอบโต้ระหว่างผู้ตรวจและผู้รับบริการ ผู้ตรวจจะให้อ่านตัวเลขบนชาร์ตพร้อมสลับเลนส์ไปมา เพื่อหาค่าที่คมชัดและสบายตา
    3. การวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตา (PD) การระบุตำแหน่งศูนย์กลางของรูม่านตาให้สัมพันธ์กับเลนส์ที่จะใช้ เพื่อให้ภาพที่มองผ่านเลนส์ไม่เกิดการบิดเบือน เป็นการวัดระยะห่างระหว่างตาซ้ายและตาขวา เพื่อให้จุดโฟกัสของแว่นตรงกับตำแหน่งดวงตาของคุณพอดี
    4. การทดลองใส่เลนส์ตัวอย่าง (Trial Lens) ขั้นตอนสุดท้ายเพื่อทดสอบความสบายตาในการเคลื่อนไหวจริงก่อนจะสรุปผล เพื่อป้องกันอาการมึนงงหรือพื้นลอย โดยการสวมแว่นทดลองแล้วเดินหรือมองระยะต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าค่าสายตา นั้นใช้งานได้จริงโดยไม่ปวดหัว

    ค่าสายตาสั้นแค่ไหนถึงควรใส่แว่นตา?

    ความจำเป็นในการใส่แว่นขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งเกณฑ์ได้ดังนี้:

    ค่าสายตาสั้น 50

    ค่าสายตาสั้น 50 มักไม่กระทบกับการใช้ชีวิตมากนัก อาจใส่เฉพาะเวลาที่ต้องการความคมชัดสูง เช่น การขับรถตอนกลางคืน หรือดูภาพยนตร์

    ค่าสายตาสั้น 75-100

    ค่าสายตาสั้น 75-100 จะเริ่มมองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน อาจมีอาการล้าตาหากต้องเพ่งมองกระดานหรือจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แนะนำให้เริ่มพกแว่นไว้ใช้งาน

    ค่าสายตาสั้น 150-200

    ค่าสายตาสั้น 150-200 จัดว่าเป็นระยะที่เริ่มมีอุปสรรคในการใช้ชีวิต แนะนำให้สวมแว่นตาเกือบตลอดเวลาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดการเพ่งของกล้ามเนื้อตา

    ค่าสายตาสั้น 300 ขึ้นไป

    ค่าสายตาสั้น 300 ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้ที่มีค่าสายตาสั้น ในระดับที่มองภาพระยะไกลมัวมาก จำเป็นต้องสวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์เป็นประจำในทุกกิจกรรม

    วิธีรักษาสายตาสั้น แก้ไขค่าสายตาโดยไม่ต้องสวมแว่นตา

    แก้ไขสายตา

    สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใส่แว่น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและปลอดภัย:

    คอนแทคเลนส์

    การใส่คอนแทคเลนส์เป็นการแก้ไขค่าสายตา แบบชั่วคราวที่ได้รับความนิยม แต่ต้องรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

    ใส่เลนส์เสริม ICL

    การใส่เลนส์เสริม ICL คือทางเลือกสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นหรือเอียง รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดเรื่องกระจกตาบางจนไม่สามารถทำเลสิกได้ โดยจะเป็นการใส่เลนส์เสริมเข้าไปในดวงตา เพื่อมอบการมองเห็นที่คมชัดและเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยรักษาโครงสร้างกระจกตาเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม การใส่เลนส์เสริมICLราคาจะมีความหลากหลายไปตามค่าสายตา รวมถึงเทคโนโลยีของเลนส์ที่เลือกใช้เพื่อให้เหมาะสมกับดวงตาของคุณ แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อประเมินสภาพตา และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

    ทำเลสิก (LASIK)

    การทำเลสิก (LASIK) เป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา เพื่อให้แสงตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี ช่วยให้คุณกลับมามองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา และในปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีที่แก้ไขสายตาด้วยขั้นตอนที่รวดเร็ว แผลเล็ก และมีระยะพักฟื้นสั้นที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ SMILE Pro ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็ว

    ค่าสายตาและการดูแลเพื่อการมองเห็นที่คมชัดในทุกไลฟ์สไตล์

    การหมั่นตรวจสอบค่าสายตา เป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดแว่นที่พอดี หรือการเลือกแก้ไขสายตาเพื่ออิสระในการใช้ชีวิตที่มากกว่าเดิม

    หากกำลังมองหาผู้ชำนาญการด้านสายตาโรงพยาบาลจักษุ อินซ์ พร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีแก้ไขสายตาที่หลากหลายและจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดแก้ไขสายตา และทีมนักทัศนมาตรที่ชำนาญการในการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่มีปลอดภัย และแม่นยำ

    สอบถามเพิ่มเติม

    • ☎ Tel : 02-055-8888
    • 💬 Line : @inzhospital → https://lin.ee/zOUmpL6

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการค่าสายตา

    ค่าสายตาปกติเท่ากับเท่าไหร่?

    ค่าสายตาปกติทางคลินิกคือ 0.00 หรือ -/+ ไม่เกิน 50 (หรือเรียกทางการแพทย์ว่า Emmetropia) ซึ่งหมายความว่า แสงสามารถตกกระทบบนจอประสาทตาได้พอดีโดยไม่ต้องใช้เลนส์ช่วย

    ค่าสายตา +2.50 หมายถึงอะไร?

    หมายถึงมีค่าสายตายาว 250 ซึ่งอาจเป็นสายตายาวแต่กำเนิดหรือถ้าเป็นสายตายาวตามวัย ทำให้มีปัญหาในการมองระยะใกล้ เช่น การอ่านหนังสือ หรือดูหน้าจอมือถือ ต้องใช้เลนส์นูนในการแก้ไขการมองเห็น