ตาแห้ง โรคตาที่ไม่ควรละเลย ไม่ดูแล อาจเป็นอันตรายกว่าที่คิด

เชื่อว่า ทุกคนคงเคยประสบปัญหาตาแห้งกันมาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถเกิดอาการตาแห้งได้ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่ดูแลรักษาหรือป้องกัน ปล่อยให้อาการตาแห้งเกิดขึ้น และคงอยู่ไปเรื่อย ๆ อาจเป็นอันตรายต่อดวงตาของเรามากกว่าที่คิด ดังนั้น การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาของเรา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

Key Takeaway

  • ตาแห้งเกิดจากความผิดปกติของปริมาณหรือคุณภาพน้ำตา ทั้งจากการสร้างน้ำตาน้อยเกินไปหรือน้ำตาระเหยเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการแสบตา ระคายเคือง ตาแดง ตามัว หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
  • พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นตาแห้ง เช่น จ้องหน้าจอนาน กะพริบตาน้อย ใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน รวมถึงการอยู่ในห้องแอร์ ลมแรง ฝุ่น และควัน
  • การรักษาตาแห้งขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง ตั้งแต่การใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น ทำความสะอาดเปลือกตา ทำ Lid Spa ไปจนถึงการรักษาอื่น ๆ ตามการพิจารณาของจักษุแพทย์
  • ตาแห้งเรื้อรังไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้กระจกตาอักเสบ ถลอก เกิดแผลหรือติดเชื้อ และในรายที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น

สารบัญบทความ

    ตาแห้ง คืออะไร

    ตาแห้ง คือ โรคตาที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมน้ำตา ทำให้ปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงลูกตา น้ำตามีคุณภาพลดลง หรือมีการระเหยของน้ำตามากเกินไป จนส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายตาขึ้น โดยโรคตาแห้ง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เมื่อเกิดอาการตาแห้งที่ดูเหมือนเป็นเพียงปัญหาเล็ก ๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลอันตรายต่อการมองเห็น 

    ทำความรู้จักชั้นน้ำตา แต่ละชั้นทำหน้าที่อะไร?

    น้ำตาไม่ได้มีเพียงน้ำอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายชนิดที่ทำงานร่วมกันเป็นชั้นฟิล์มน้ำตา (Tear Film) เพื่อช่วยให้ผิวดวงตาชุ่มชื้น ปกป้องกระจกตา และช่วยให้การมองเห็นคมชัด โดยสามารถอธิบายองค์ประกอบหลักได้ 3 ชั้น ดังนี้

    1. ชั้นไขมัน (Lipid Layer)เป็นชั้นนอกสุดของฟิล์มน้ำตา สร้างหลัก ๆ จากต่อมไมโบเมียน (Meibomian Glands) บริเวณเปลือกตา ทำหน้าที่ช่วยลดการระเหยของน้ำตาและเพิ่มความคงตัวของฟิล์มน้ำตา หากต่อมทำงานผิดปกติ อาจทำให้น้ำตาระเหยเร็วและเกิดอาการตาแห้งได้
    2. ชั้นน้ำ (Aqueous Layer)เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของน้ำตา สร้างจากต่อมน้ำตา (Lacrimal Glands) มีหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดวงตา ชะล้างฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงมีสารที่ช่วยปกป้องดวงตาจากเชื้อโรค
    3. ชั้นเมือก (Mucin Layer)เป็นชั้นที่อยู่ติดกับผิวกระจกตาและเยื่อบุตา มีสารมิวซินที่ช่วยให้น้ำตากระจายตัวและยึดเกาะบนผิวดวงตาได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผิวกระจกตาคงความชุ่มชื้นและช่วยให้ฟิล์มน้ำตามีความเสถียร

    หากองค์ประกอบของชั้นน้ำตาชั้นใดชั้นหนึ่งผิดปกติ อาจทำให้ฟิล์มน้ำตาเสียสมดุล น้ำตาระเหยเร็วหรือหล่อเลี้ยงผิวดวงตาได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาแห้ง (Dry Eye Disease) ได้

    ลักษณะอาการตาแห้ง

    อาการตาแห้ง

    โรคตาแห้ง อาการเป็นอย่างไร? เมื่อมีอาการตาแห้ง สามารถสังเกตลักษณะอาการที่เกิดขึ้นได้ ดังต่อไปนี้

    • ระคายเคืองตา ตามัว
    • ตาสู้แสงไม่ได้ แสบตา
    • รู้สึกเหมือนมีทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
    • น้ำตาไหลมากผิดปกติ ขี้ตาหนืด
    • ไม่สบายตาหลังตื่นนอน
    • ตาขาวแดงเรื่อ ๆ จากการอักเสบ

    ตาแห้งเกิดจากอะไร

    ตาแห้งเกิดจากอะไร? สาเหตุของอาการตาแห้ง สามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 กลุ่มด้วยกัน 

    การที่น้ำตาระเหยเร็วเนื่องจากมีคุณสมบัติผิดปกติ (Evaporative Dry Eye) 

    ตาแห้งชนิดนี้เกิดจากน้ำตาระเหยออกจากผิวดวงตาเร็วกว่าปกติ สาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยคือ ต่อมไขมันไมโบเมียน (Meibomian Glands) ทำงานผิดปกติ ทำให้ชั้นไขมันของฟิล์มน้ำตามีปริมาณหรือคุณภาพไม่เพียงพอ น้ำตาจึงสูญเสียความคงตัวและระเหยได้ง่ายขึ้น

    ปัจจัยที่อาจทำให้น้ำตาระเหยเร็ว ได้แก่

    • ต่อมไขมันอุดตันบริเวณขอบเปลือกตา หรือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD)
    • เปลือกตาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไขมัน
    • ใช้สายตาหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน ทำให้ความถี่ในการกะพริบตาลดลง
    • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีลมแรง อากาศแห้ง ห้องปรับอากาศ หรือมลภาวะ
    • ใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน
    • การกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือเปลือกตาปิดไม่สนิท

    การสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ (Aqueous Tear Deficiency) 

    เกิดจากต่อมน้ำตาผลิตส่วนประกอบที่เป็นน้ำของฟิล์มน้ำตาได้ไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงผิวดวงตา ทำให้กระจกตาและเยื่อบุตาขาดความชุ่มชื้น เกิดอาการแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา

    สาเหตุที่ทำให้ร่างกายสร้างน้ำตาลดลง ได้แก่

    • อายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของต่อมน้ำตาอาจลดลงตามวัย ทำให้พบภาวะตาแห้งได้มากขึ้น
    • กลุ่มอาการโจเกรน (Sjögren’s Syndrome) ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ส่งผลต่อต่อมน้ำตาและต่อมน้ำลาย ทำให้เกิดอาการตาแห้งและปากแห้ง
    • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองบางชนิด ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการอักเสบและการทำงานที่ผิดปกติของต่อมน้ำตา
    • ต่อมน้ำตาอักเสบหรือทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำตาได้อย่างเพียงพอ
    • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำตา
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตบางประเภท ซึ่งอาจมีผลทำให้การสร้างน้ำตาลดลง

    อาการแทรกซ้อนเมื่อมีอาการตาแห้ง

    อาการแทรกซ้อนตาแห้ง

    เมื่อเกิดอาการตาแห้งหรือปล่อยอาการตาแห้งไว้ โดยไม่รับการรักษา สามารถก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น แสบตา น้ำตาไหล ขอบเปลือกตาอักเสบเรื้อรังจนมีขนตาทิ่ม เยื่อบุตาอักเสบ มีการอักเสบที่ผิวกระจกตา มีแผลที่กระจกตาหรือกระจกตาถลอก จนถึงมีการติดเชื้อที่กระจกตาได้ 

    การติดเชื้อ

    โดยปกติแล้ว น้ำตามีหน้าที่ในการคงความชุ่มชื้น และป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ดวงตา ทำให้เมื่อมีอาการตาแห้ง อาจทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคือง และในภาวะตาแห้งรุนแรง ผิวกระจกตาที่เสียหายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

    ตาอักเสบ

    โรคตาแห้ง สามารถก่อให้เกิดอาการตาอักเสบได้ หากปล่อยให้อาการพัฒนาความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รับการรักษา ทางที่ดี เมื่อมีอาการ ไม่ว่าจะเป็นเคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ แสบตาหรืออาการอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงโรคตาแห้ง ควรรีบบรรเทาอาการหรือรับการรักษาก่อนเป็นอันตรายต่อดวงตา และการมองเห็น

    ขนตาทิ่มตา

    เมื่อมีอาการตาแห้งมาก อาจมีภาวะขนตาทิ่มตา หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายต่อกระจกตา และการมองเห็น เนื่องจากขนตาเข้าไปเสียดสีผิวกระจกตาจนเกิดแผล

    การตรวจวินิจฉัยอาการตาแห้ง

    การตรวจวินิจฉัยอาการตาแห้ง จักษุแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถประเมินถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการตาแห้ง และดำเนินการตรวจสุขภาพตา เช่น ตรวจวัดความเข้มข้นของน้ำตา ตรวจปริมาณ และคุณภาพน้ำตา เป็นต้น 

    แนวทางการรักษาอาการตาแห้ง

    การรักษาตาแห้ง

    การรักษาตาแห้งขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยจักษุแพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้

    • ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการแสบ ระคายเคือง หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
    • ประคบอุ่นและทำความสะอาดเปลือกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีต่อมไขมันไมโบเมียนอุดตันหรือมีเปลือกตาอักเสบ
    • ทำ Lid Spa เป็นการดูแลและทำความสะอาดบริเวณเปลือกตา ช่วยให้ไขมันหลั่งออกมาและเพิ่มความคงตัวของฟิล์มน้ำตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะต่อมไขมันไมโบเมียนทำงานผิดปกติ (MGD)
    • ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง เพื่อช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตาในผู้ป่วยบางราย
    • อุดท่อน้ำตา (Punctal Plug) ช่วยให้น้ำตาคงอยู่บนผิวดวงตาได้นานขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีการสร้างน้ำตาน้อย
    • รักษาด้วย IPL อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะต่อมไขมันไมโบเมียนทำงานผิดปกติและมีการอักเสบร่วมด้วย
    • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น พักสายตาจากหน้าจอ กะพริบตาให้บ่อย หลีกเลี่ยงลม ฝุ่น ควัน และอากาศแห้ง

    หากมีอาการตาแห้งเรื้อรัง หรือดูแลเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

    วิธีการป้องกันอาการตาแห้ง

    โรคตาแห้งสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันอาการกำเริบได้ด้วยการปรับพฤติกรรม รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้น้ำตาระเหยเร็วหรือรบกวนความสมดุลของฟิล์มน้ำตา โดยสามารถดูแลดวงตาได้ดังนี้

    • พักสายตาและกะพริบตาอย่างสม่ำเสมอเมื่อต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที พร้อมกะพริบตาให้บ่อยและสมบูรณ์ เพื่อช่วยให้น้ำตากระจายตัวทั่วผิวดวงตา
    • หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานควรใช้คอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนดของผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของจักษุแพทย์ รวมถึงรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม หากเริ่มมีอาการตาแห้ง แสบตา หรือตาแดง ควรถอดคอนแทคเลนส์และพักการใช้งาน
    • ป้องกันดวงตาจากลม ฝุ่น และควันควรสวมแว่นตาเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งหรือในบริเวณที่มีลมและฝุ่นมาก รวมถึงหลีกเลี่ยงการให้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเป่าเข้าดวงตาโดยตรง เพราะอาจทำให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น
    • เพิ่มความชื้นในสภาพแวดล้อมหากต้องอยู่ในห้องปรับอากาศหรือบริเวณที่มีอากาศแห้งเป็นเวลานาน อาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา
    • ดูแลความสะอาดของเปลือกตาการประคบอุ่นและทำความสะอาดขอบเปลือกตาอย่างเหมาะสม ช่วยลดคราบไขมันและสิ่งสกปรกบริเวณขอบเปลือกตา และช่วยให้ต่อมไขมันไมโบเมียนทำงานได้ดีขึ้น
    • ดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เหมาะสมควรดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารบำรุงสายตาให้ครบถ้วน โดยสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินเอ และกรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพดวงตา อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อรักษาตาแห้งโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
    • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ควันบุหรี่สามารถกระตุ้นการระคายเคืองของผิวดวงตาและทำให้อาการตาแห้งรุนแรงขึ้น จึงควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่
    • สังเกตผลจากยาที่ใช้อยู่ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า หรือยาลดความดันโลหิตบางประเภท อาจสัมพันธ์กับอาการตาแห้ง หากสงสัยว่าอาการเกิดจากยา ควรปรึกษาแพทย์และไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง

    โรคตาแห้ง อันตรายแค่ไหน ?

    โรคตาแห้งโดยทั่วไปไม่ได้เป็นภาวะอันตรายร้ายแรง หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่อาการตาแห้งเรื้อรังหรือรุนแรงอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการมองเห็น เช่น แสบตา ระคายเคือง ตามัวเป็นช่วง ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตาขณะอ่านหนังสือและใช้หน้าจอ

    หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ผิวกระจกตาเกิดการอักเสบหรือถลอก และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดแผลที่กระจกตา เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและส่งผลต่อการมองเห็นได้ ดังนั้น หากมีอาการตาแห้งต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์

    โรคตาแห้งติดต่อสู่ผู้อื่นได้ไหม?

    โรคตาแห้งไม่ใช่โรคติดต่อ จึงไม่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการสัมผัส การใช้ชีวิตร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิดกันได้ เนื่องจากตาแห้งเกิดจากความผิดปกติของปริมาณหรือคุณภาพน้ำตา รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ต่อมไขมันไมโบเมียนทำงานผิดปกติ อายุ ฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด และพฤติกรรมการใช้สายตา

    อย่างไรก็ตาม อาการตาแดง แสบตา หรือระคายเคืองที่คล้ายกับตาแห้งอาจเกิดจากโรคตาบางชนิดที่สามารถติดต่อได้ เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัส หากมีขี้ตามาก ตาแดงผิดปกติ หรืออาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้อง

    ข้อสรุปโรคตาแห้ง

    รักษาตาแห้งที่อินซ์

    ตาแห้ง เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ตาแดง น้ำตาไหลผิดปกติ รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา แตกต่างกันไปตามความรุนแรง หากมีอาการไม่มาก สามารถบรรเทาด้วยการหยอดน้ำตาเทียม แต่ในกรณีที่อยู่ในระดับรุนแรง ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาตาแห้งก่อนจะเป็นอันตรายต่อการมองเห็น สามารถป้องกันอาการตาแห้งได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น พักสายตาเป็นระยะ งดสูบบุหรี่ ไม่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป

    สอบถามเพิ่มเติม

    FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาแห้ง

    ภาวะตาแห้งปล่อยไว้กี่วันหาย?

    ระยะเวลาที่อาการตาแห้งจะดีขึ้นขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง หากเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ใช้สายตาหนัก อยู่ในห้องแอร์ หรือพักผ่อนน้อย อาการอาจดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นและดูแลดวงตาอย่างเหมาะสม แต่หากเป็นตาแห้งเรื้อรัง อาการอาจไม่หายได้เองภายในระยะเวลาที่แน่นอน และอาจต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรพบจักษุแพทย์ 

    จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้ง?

    อาการที่พบบ่อยของโรคตาแห้ง ได้แก่ แสบตา ระคายเคือง คันตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา ตาแดง แพ้แสง ตามัวเป็นช่วง ๆ หรือน้ำตาไหลมากผิดปกติ โดยเฉพาะหลังใช้สายตาหรือจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยที่แน่นอนควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์เพื่อประเมินปริมาณและคุณภาพของน้ำตา รวมถึงหาสาเหตุของอาการ 

    ตาแห้งต้องประคบตาอย่างไร?

    ควรใช้ผ้าสะอาดหรืออุปกรณ์สำหรับประคบตาที่มีความอุ่นในระดับพอเหมาะ วางบนเปลือกตาที่ปิดอยู่ประมาณ 5-10 นาที ความอุ่นจะช่วยให้ไขมันบริเวณต่อมไมโบเมียนมีความเหลวและระบายออกได้ดีขึ้น จากนั้นอาจนวดเปลือกตาเบา ๆ และทำความสะอาดบริเวณขอบเปลือกตา โดยควรหลีกเลี่ยงการใช้อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวหนังและดวงตาได้รับอันตรายได้ 

    เอกสารอ้างอิง

    Dry Eye. (n.d.). clevelandclinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/24479-dry-eye

    Kierstan Boyd. (2024 May, 22). What Is Dry Eye? Symptoms, Causes and Treatment. AMERICAN ACADEMY OF OPHTHALMOLOGY. https://www.aao.org/eye-health/diseases/what-is-dry-eye