แสงสีฟ้า หรือ Blue Light เป็นสิ่งที่คนไข้เจอในชีวิตประจำวันแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดตอนกลางวัน หรือแสงจากหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ที่จ้องกันแทบทั้งวัน หลายคนอาจเคยได้ยินว่าแสงสีฟ้าส่งผลเสียต่อดวงตา ทำให้ตาล้า ตาแห้ง บางคนถึงขั้นกังวลเรื่องจอประสาทตาเสื่อมหรือปัญหาการนอนหลับ แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงสีฟ้าคืออะไรกันแน่ และเป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือไม่ ส่วนแว่นกรองแสงสีฟ้า ช่วยได้จริงไหมหรือเป็นแค่กระแสตามกัน ก็เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยไม่แพ้กัน
บทความนี้โรงพยาบาลจักษุ อินซ์ จะพาไปทำความรู้จักแสงสีฟ้าอย่างละเอียด ตั้งแต่แหล่งกำเนิด อันตรายและประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ ไปจนถึงวิธีดูแลดวงตาให้ปลอดภัยแบบทำตามได้จริง
Key Takeaways
- แสงสีฟ้า หรือ Blue Light เป็นแสงพลังงานสูงในกลุ่มแสงที่ตามองเห็น พบได้ทั้งจากแสงแดดตามธรรมชาติและอุปกรณ์ดิจิทัลที่คนไข้ใช้งานทุกวัน
- การรับแสงสีฟ้ามากเกินไปส่งผลกระทบต่อดวงตาได้หลายด้าน ตั้งแต่ตาล้า ตาแห้ง ไปจนถึงปัญหาการนอนหลับและเพิ่มความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมในระยะยาว
- ถึงจะมีผลกระทบ แต่แสงสีฟ้าก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะการช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิตและวงจรการนอนหลับให้เป็นไปตามธรรมชาติ
- การพักสายตาแบบ 20-20-20 ปรับความสว่างหน้าจอ ใช้น้ำตาเทียม และเลือกแว่นกรองแสงสีฟ้าที่เหมาะสม ล้วนช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้าในชีวิตประจำวันได้
- หากมีอาการผิดปกติทางสายตาหรือสงสัยว่าค่าสายตาเปลี่ยนไป ควรมาตรวจกับแพทย์เฉพาะทาง และแม้ไม่มีอาการก็ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร?
แสงสีฟ้า (Blue Light) คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ (visible light spectrum) โดยมีความยาวคลื่นสั้นอยู่ในช่วง 415-455 นาโนเมตร ถือเป็นแสงพลังงานสูงเมื่อเทียบกับแสงสีอื่นในกลุ่มแสงสีขาว ซึ่งเป็นแสงที่ประกอบไปด้วยหลายช่วงคลื่นผสมกัน ไล่ตั้งแต่สีม่วง สีฟ้า สีเขียว ไปจนถึงสีแดง เมื่อแยกแต่ละแสงสีออกมาจะเห็นว่าแสงสีฟ้าอยู่ในช่วงคลื่นที่สั้นและมีพลังงานสูงที่สุดในกลุ่มแสงที่ตามองเห็น
แสงสีฟ้าให้พลังงานสูงใกล้เคียงกับรังสียูวี (Ultra Violet) จึงสามารถทะลุผ่านเข้าสู่ดวงตาได้ลึก ตั้งแต่กระจกตา ไปจนถึงจอประสาทตาที่อยู่ชั้นในสุดของดวงตาได้ ความอันตรายขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสกับแสงสีฟ้า
แสงสีฟ้ามาจากไหน? รู้จักแหล่งกำเนิดที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

แสงสีฟ้าไม่ได้มีแหล่งกำเนิดเดียว แต่พบได้ทั้งจากธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น คนไข้จึงเจอแสงสีฟ้าอยู่รอบตัวตลอดทั้งวันโดยไม่รู้ตัว ลองมาดูกันว่าแหล่งกำเนิดหลัก ๆ มาจากไหนบ้าง
แสงสีฟ้าจากแหล่งธรรมชาติ
แสงแดดคือแหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าที่ใหญ่ที่สุดตามธรรมชาติ เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านชั้นบรรยากาศโลก โมเลกุลอากาศจะทำให้แสงคลื่นสั้นอย่างแสงสีฟ้ากระจายตัวไปทั่วท้องฟ้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท้องฟ้ายามกลางวันมองเห็นเป็นสีฟ้า นอกจากนี้ยังมีแสงสีเขียวและแสงคลื่นสั้นอื่น ๆ ที่กระจายในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่แสงสีฟ้ามีสัดส่วนเยอะที่สุดจนกลายเป็นสีหลักที่ตามองเห็น
แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล
อีกแหล่งที่เจอบ่อยไม่แพ้แสงแดดคือไฟสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นแสงโทรศัพท์ที่จ้องตลอดทั้งวัน หน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรทัศน์ ไปจนถึงหลอดไฟ LED ตามบ้านและออฟฟิศ ซึ่งแต่ละอุปกรณ์ปล่อยแสงสีฟ้าออกมาในปริมาณไม่เท่ากัน ยิ่งจอที่มีความสว่างสูงหรือใช้งานใกล้ตาเป็นเวลานาน ก็ยิ่งทำให้ดวงตาคนไข้รับแสงสีฟ้าสะสมมากขึ้นตามไปด้วย
แสงสีฟ้าอันตรายต่อดวงตาอย่างไร?

แสงสีฟ้าอันตรายกับดวงตาก็ต่อเมื่อคนไข้ได้รับแสงที่ตามองเห็นในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน มาดูกันว่าอันตรายจากแสงสีฟ้าที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง
ตาล้า ตาแห้ง
การจ้องหน้าจอที่มีแสงจ้าเป็นเวลานานทำให้กะพริบตาน้อยลงและกล้ามเนื้อตาทำงานหนักขึ้น จนเกิดอาการตาล้า ตาแห้ง ปวดตา (Computer Vision Syndrome) ขึ้นมาได้
ผลกระทบต่อการนอนหลับ
แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก่อนนอน มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับของร่างกาย ทำให้สมองเข้าใจผิดว่ายังเป็นเวลากลางวันอยู่ ส่งผลให้หลับยากขึ้น หลับไม่สนิท ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ยิ่งใช้จอก่อนนอนนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระทบต่อคุณภาพการนอนมากขึ้นเท่านั้น
โรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคจอประสาทตาเสื่อมอาจเป็นผลกระทบระยะยาวที่น่ากังวลที่สุดของแสงสีฟ้า เพราะจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าแสงพลังงานสูงในระดับที่เข้มข้นมากกว่าแสงสีฟ้าทั่วไปอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์จอประสาทตาได้ในสัตว์ทดลอง ทั้งนี้ หากสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานมีโอกาสอาจเร่งให้เซลล์จอประสาทตาเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
แสงสีฟ้าไม่ได้มีแต่โทษ แล้วมีประโยชน์อย่างไร?
ถึงจะได้ยินเรื่องแสงที่ตามองเห็นอันตรายกันมาบ่อย แต่ความจริงแล้วแสงสีฟ้าไม่ได้มีแต่ด้านลบเสมอไป ในทางกลับกัน Visible Light ประโยชน์ของแสงสีฟ้าก็มีอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งประโยชน์ที่สำคัญมีดังนี้
- ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวในเวลากลางวัน แสงสีฟ้าจากแสงแดดมีส่วนช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิตของร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีสมาธิในช่วงกลางวัน
- ช่วยปรับสมดุลการนอนหลับให้เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายได้รับแสงสีฟ้าในตอนเช้าอย่างเหมาะสม จะช่วยให้วงจรการนอนหลับ-ตื่นทำงานสอดคล้องกับช่วงเวลากลางวันและกลางคืน
- ส่งผลดีต่ออารมณ์และความรู้สึก แสงสีฟ้าตามธรรมชาติมีส่วนช่วยให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส ต่างจากการอยู่ในที่แสงน้อยเป็นเวลานานที่อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าหรือซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น
- จำเป็นต่อการมองเห็นสี แสงสีฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของแสงสีขาวที่ตามองเห็น หากขาดแสงสีฟ้าไป การรับรู้สีสันต่าง ๆ รอบตัวก็จะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
จะเห็นได้ว่าแสงสีฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เพียงแต่คนไข้ควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสมและถูกช่วงเวลา ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าทั้งหมด
วิธีปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าทำได้อย่างไรบ้าง?

รู้แล้วว่าแสงสีฟ้าส่งผลกระทบต่อดวงตาได้ยังไง มาดูวิธีถนอมสายตาที่คนไข้ทำตามได้จริงในชีวิตประจำวันกันบ้าง
พักสายตา 20-20-20
วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้าระหว่างจ้องหน้าจอ คือทุก 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอมองไปที่จุดไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย ลดความเสี่ยงตาล้าจากการเพ่งจอนาน ๆ
ปรับความสว่างแสงหน้าจอ
การปรับความสว่างของหน้าจอให้ใกล้เคียงกับแสงในห้อง ไม่จ้าหรือมืดเกินไป ช่วยลดปริมาณแสงสีฟ้าที่ดวงตาต้องรับโดยตรง หลายอุปกรณ์มีโหมด Night Mode หรือ Warm Light ที่ช่วยลดโทนแสงสีฟ้าลงได้ในตัว โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนก่อนนอน
น้ำตาเทียม
สำหรับคนไข้ที่ต้องจ้องจอนาน ๆ จนตาแห้ง การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเป็นระยะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกระจกตา ลดอาการแสบตา ระคายเคือง แต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะกับสภาพตาของแต่ละคน และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนใช้ต่อเนื่อง
แว่นกรองแสงสีฟ้า
แว่นกรองแสงหรือแว่นตากรองแสงสีฟ้าช่วยลดปริมาณแสงสีฟ้าที่เข้าสู่ดวงตาได้ในระดับหนึ่ง ส่วนเลนส์กรองแสงสีฟ้าแต่ละแบบก็มีระดับการกรองแสงต่างกันไป ควรเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้สายตาของตัวเอง
คำถามยอดฮิตว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าจําเป็นไหม? หรือเลนส์บลูบล็อกจําเป็นไหม จากการศึกษายังไม่พบว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดอาการตาล้าหรือปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ดีกว่าแว่นทั่วไป แต่สามารถใช้เพื่อปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อดวงตาในระยะยาวได้
ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ
นอกจากการดูแลตัวเองเบื้องต้น การตรวจสุขภาพตา เช็คเรื่องค่าสายตา เป็นประจำก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางประเมินสภาพดวงตาและคัดกรองความเสี่ยงต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงความเสี่ยงต้อกระจกที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาว โรงพยาบาลจักษุ อินซ์ มีแพ็คเกจตรวจสุขภาพตา Basic สำหรับวัย 20 ปีขึ้นไป ราคา 1,980 บาท จ่ายจริงเหลือ 990 บาท/ท่าน (โปรโมชัน 1 แถม 1) ครอบคลุมการตรวจ 5 รายการ ทั้งตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์เฉพาะทาง วัดการมองเห็น วัดความดันลูกตา วัดค่าสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และวัดความหนากระจกตา
เมื่อไหร่ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตา
หากคนไข้เริ่มมีอาการตาล้า ตาแห้งบ่อยผิดปกติ ปวดตาหลังจ้องจอ มองเห็นภาพไม่ชัด มีอาการตาแพ้แสงหรือรู้สึกแสบตาระคายเคืองแม้จะใช้แว่นกันแสงสีฟ้าหรือหาวิธีกันแสงสีฟ้าด้วยตัวเองแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่ควรมาให้แพทย์เฉพาะทางตรวจดูอาการโดยละเอียด รวมถึงคนไข้ที่สงสัยว่าค่าสายตาเปลี่ยนไปจากเดิม มองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัดเหมือนก่อน ก็ควรมาตรวจเช็กเช่นกัน
แต่ถึงจะยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำก็ยังจำเป็น เพราะผลกระทบจากแสงสีฟ้าสะสมในระยะยาวอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก การตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้ดูแลดวงตาได้ทันทีก่อนเกิดปัญหาลุกลาม
แสงสีฟ้า ภัยใกล้ตัวที่คนไข้ไม่ควรมองข้าม ดูแลได้ที่โรงพยาบาลจักษุ อินซ์
แสงสีฟ้าอยู่รอบตัวคนไข้ทั้งจากธรรมชาติและอุปกรณ์ดิจิทัล มีทั้งประโยชน์และผลกระทบต่อดวงตาหากได้รับมากเกินไป ตั้งแต่ตาล้า ตาแห้ง ไปจนถึงปัญหาการนอนหลับและความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมในระยะยาว การดูแลด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างพักสายตา ปรับแสงหน้าจอ หรือใช้แว่นกรองแสงสีฟ้าที่เหมาะสม จึงช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้
ดวงตาเป็นอวัยวะที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โรงพยาบาลจักษุ อินซ์ จึงพร้อมดูแลคนไข้ทุกช่วงวัยด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านดวงตาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพตา ไปจนถึงการรักษาโรคทางตาต่าง ๆ คนไข้ที่อยากเริ่มดูแลดวงตาจากแสงสีฟ้าตั้งแต่วันนี้ สามารถเข้ารับแพ็คเกจตรวจสุขภาพตา Basic ได้ในราคา 1,980 บาท จ่ายจริงเหลือ 990 บาท/ท่าน (โปรโมชัน 1 แถม 1)
สามารถติดต่อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
- Tel : 02-055-8888
- Line : @inzhospital
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแสงสีฟ้า
แสงสีฟ้าจากโทรศัพท์ต่างจากแสงสีฟ้าจากแดดอย่างไร?
แสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์มีความเข้มสูงกว่าหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์หลายเท่า แต่การใช้หน้าจอในระยะใกล้และต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการตาล้า ตาแห้ง และรบกวนการนอนหลับได้
เด็กควรจำกัดเวลาหน้าจอเท่าไหร่เพื่อป้องกันดวงตา?
แนะนำให้เด็กพักสายตาเป็นระยะ โดยใช้กฎ 20-20-20 และจำกัดเวลาหน้าจอตามช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 2-5 ปี ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กโตควรมีเวลาพักและทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมด้วย
ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อแสงสีฟ้ามากกว่าคนอื่นไหม?
ผู้สูงอายุอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพดวงตาจากโรคที่เกิดตามวัย เช่น จอประสาทตาเสื่อม มากกว่าผลกระทบจากแสงสีฟ้าโดยตรง จึงควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำและดูแลสายตาอย่างเหมาะสม
กินอาหารหรือวิตามินอะไรช่วยบำรุงดวงตาจากแสงสีฟ้าได้?
ควรรับประทานอาหารที่มีลูทีน ซีแซนทีน วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และโอเมก้า-3 เช่น ผักใบเขียว ไข่ ปลา และผลไม้หลากสี
