อาหารบำรุงสายตา เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพดวงตาและการมองเห็นในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนต้องใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานาน สารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน โอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ มีบทบาทสำคัญในการดูแลจอประสาทตาและช่วยลดผลกระทบจากการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน
Key Takeaways
- อาหารบำรุงสายตาช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพดวงตาจากภายใน แต่ไม่สามารถรักษาโรคตาหรือแก้ค่าสายตาสั้น ยาว เอียงได้โดยตรง
- สารอาหารสำคัญต่อดวงตา ได้แก่ วิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน โอเมก้า 3 วิตามินซี วิตามินอี สังกะสี และสารต้านอนุมูลอิสระ
- อาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ ปลาแซลมอน ไข่แดง ผักใบเขียว แคร์รอต ฟักทอง เบอร์รี อาโวคาโด ถั่ว เมล็ดพืช และตับในปริมาณที่เหมาะสม
ทำไมอาหารบำรุงสายตาถึงสำคัญมากในยุคนี้?

อาหารบำรุงสายตาสำคัญมากในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้สายตากับหน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การใช้สมาร์ตโฟนเป็นประจำ หรือดูสื่อออนไลน์ตลอดวัน ส่งผลให้ดวงตาต้องโฟกัสระยะใกล้นานขึ้นและกะพริบตาน้อยลง จนอาจเกิดอาการตาล้า ตาแห้ง แสบตา ตาพร่า หรือปวดศีรษะได้
อาหารบำรุงสายตาจึงมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนสุขภาพดวงตาจากภายใน โดยสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน โอเมก้า 3 วิตามินซี วิตามินอี และสังกะสี มีส่วนช่วยในการทำงานของจอประสาทตา การปกป้องเซลล์ดวงตา และการคงความชุ่มชื้นของดวงตา การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารสำคัญเหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสายตา ควบคู่กับการพักสายตาและปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอให้เหมาะสม
รวมสารอาหารที่ช่วยบำรุงตามีอะไรบ้าง?
สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงดวงตามีหลายประเภท ซึ่งประกอบอยู่ในอาหารที่หลากชนิด การเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลดวงตา เพื่อให้ได้รับสารอาหารเหมาะสมครบถ้วน
- วิตามินเอ มีส่วนสำคัญต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในที่แสงน้อย และช่วยดูแลความสมบูรณ์ของเยื่อบุตา หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนได้ พบได้ใน ตับ ไข่แดง นม แคร์รอต ฟักทอง มันเทศ ตำลึง และผักผลไม้สีเหลืองส้ม
- ลูทีนและซีแซนทีน เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากบริเวณจอประสาทตา มีส่วนช่วยป้องกันดวงตาจากแสงสีฟ้าและแสงยูวี พบได้ใน ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง บรอกโคลี ข้าวโพด ถั่วลันเตา และไข่แดง
- โอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA เป็นกรดไขมันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจอประสาทตา และมีส่วนช่วยเพิ่มชุ่มชื้นของดวงตา ลดอาการตาแห้งจากตาแพ้แสงได้ พบได้ใน ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล รวมถึงเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย และวอลนัท
- วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกาย รวมถึงเซลล์บริเวณดวงตา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ พบได้ในผักและผลไม้รสเปรี้ยว
- วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ จึงมีบทบาทในการดูแลสุขภาพดวงตาและเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายในระยะยาว พบได้ในอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง อาโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และธัญพืชไม่ขัดสี
- สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการนำวิตามินเอไปใช้ในกระบวนการมองเห็น และเกี่ยวข้องกับการทำงานของจอประสาทตา พบได้ใน หอยนางรม อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว เมล็ดฟักทอง งา และธัญพืชไม่ขัดสี
- เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ร่างกายสามารถเปลี่ยนไปใช้เป็นวิตามินเอบำรุงสายตาได้ตามความต้องการ มีส่วนช่วยสนับสนุนการมองเห็นและดูแลเยื่อบุตาให้ทำงานได้ตามปกติ พบได้ในแคร์รอต ฟักทอง มันเทศ มะละกอ ตำลึง และผักผลไม้สีเหลือง ส้ม หรือเขียวเข้ม
- แอนโทไซยานิน เป็นสารสีธรรมชาติในผักผลไม้สีม่วง แดง และน้ำเงิน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสนับสนุนการปกป้องเซลล์และหลอดเลือดขนาดเล็ก รวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณดวงตา พบได้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ องุ่นม่วง เชอร์รี ข้าวไรซ์เบอร์รี กะหล่ำปลีม่วง และมันม่วง
10 อาหารบำรุงสายตาพร้อมเมนูที่จักษุแพทย์มักแนะนำ

อาหารบางชนิดมีสารอาหารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของจอประสาทตาและสุขภาพดวงตา การเลือกรับประทานอาหารบำรุงสายตาอย่างหลากหลายจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสายตาในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ไปดูกันว่าอาหารชนิดใดบำรุงสายตาได้บ้าง?
1. ปลาแซลมอน
ปลาแซลมอนเป็นแหล่งของโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจอประสาทตา และมีส่วนช่วยในเรื่องความชุ่มชื้นของดวงตา นิยมนำมาปรุงเป็นเมนูง่าย ๆ เช่น ปลาแซลมอนย่างเกลือ สเต๊กปลาแซลมอน หรือสลัดปลาแซลมอนเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในแต่ละมื้อ
2. อาโวคาโด
อาโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย อีกทั้งไขมันดีในอาโวคาโดยังช่วยส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพดวงตา นิยมนำมารับประทานในรูปแบบสลัด แซนด์วิช หรือสมูทตี้
3. ไข่แดง
ไข่แดงเป็นแหล่งของลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่พบในจอประสาทตา มีส่วนช่วยกรองแสงพลังงานสูงบางส่วนและสนับสนุนการทำงานของดวงตา นอกจากนี้ยังมีสังกะสีและวิตามินเอที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ไข่แดงสามารถรับประทานได้ทั้งแบบไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือไข่คนร่วมกับผักต่าง ๆ ได้
4. ผักเคล
ผักเคลเป็นผักใบเขียวที่มีลูทีนและซีแซนทีนในปริมาณสูง รวมถึงวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงเป็นผักบำรุงสายตาที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพดวงตาและสุขภาพโดยรวม สามารถนำมาทำสลัด ผัดน้ำมันมะกอก หรือปั่นเป็นสมูทตี้ร่วมกับผลไม้ได้
5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และแบล็กเบอร์รี อุดมด้วยวิตามินบำรุงตาอย่างวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์และหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย รวมถึงช่วยคลายความล้าของกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา เหมาะสำหรับรับประทานเป็นของว่าง ใส่โยเกิร์ต ปั่นเป็นสมูทตี้ หรือรับประทานคู่กับธัญพืชในมื้อเช้า
6. ถั่วและเมล็ดพืช
ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดทานตะวัน และเมล็ดฟักทอง เป็นแหล่งของวิตามินอี สังกะสี และไขมันดีที่มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ สามารถนำมารับประทานเป็นของว่างหรือเพิ่มลงในอาหารต่าง ๆ เช่น กรีกโยเกิร์ต สลัดผัก หรือธัญพืชในมื้อเช้า เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ
7. ตับ
ตับเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในที่แสงน้อย และช่วยดูแลความสมบูรณ์ของเยื่อบุตา สามารถนำมาปรุงเป็นเมนูต่าง ๆ เช่น ตับผัดกระเทียม ตับผัดขิง หรือโจ๊กตับ โดยควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและหลากหลายร่วมกับอาหารชนิดอื่น เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
8. พริกหยวก
พริกหยวก โดยเฉพาะพริกหวานสีแดง เหลือง และส้ม มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพหลอดเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณดวงตา สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดในสลัด หรือปรุงเป็นเมนูผัดและอบร่วมกับโปรตีนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสีสันและคุณค่าทางอาหารให้กับมื้ออาหาร
9. แคร์รอต ฟักทอง
แคร์รอตและฟักทองอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ตามความต้องการ มีส่วนช่วยสนับสนุนการมองเห็นและดูแลเยื่อบุตา สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุปฟักทอง แคร์รอตนึ่ง หรือผัดผักรวม ทำให้รับประทานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
10. น้ำผักผลไม้
น้ำผักผลไม้ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังมีส่วนช่วยคงความชุ่มชื้นของร่างกายและดวงตา หากเลือกใช้ผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น เลมอน ส้ม กีวี หรือเบอร์รี ก็จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการได้มากขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลเพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมที่สุด
การทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้ อ่านสาระดี ๆ ได้ที่ : ต้อกระจก ตัวการบดบังสายตา เกิดได้จากหลายสาเหตุ
พฤติกรรมที่ควรทำควบคู่กับการทานอาหารบำรุงสายตามีอะไรบ้าง?
การดูแลสายตาที่ดีควรทำควบคู่กันทั้งเรื่องโภชนาการ การพักสายตา และสภาพแวดล้อมในการใช้งานดวงตา เพื่อช่วยลดอาการตาล้าและดูแลสุขภาพตาในระยะยาว
- พักสายตาด้วยกฎ 20-20-20 มองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ทุก ๆ 20 นาที เพื่อลดความล้าจากการจ้องหน้าจอนาน ๆ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนมีผลต่อการฟื้นตัวของร่างกาย รวมถึงช่วยลดอาการตาล้าและความอ่อนล้าของดวงตา
- ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาหนัก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
มีปัญหาตาแห้งตาล้าอยากซื้อยาหยอดตามาใช้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : หยอดตาอย่างถูกวิธี ดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำจากแพทย์
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับอาหารบำรุงสายตามีอะไรบ้าง?
แม้อาหารบำรุงสายตาจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพตา แต่ยังมีความเข้าใจผิดหลายอย่างที่อาจทำให้ดูแลดวงตาไม่ถูกวิธี ดังนี้
- กินแคร์รอตเยอะ ๆ แล้วสายตาจะดีขึ้นทันทีข้อเท็จจริง : แคร์รอตมีเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แต่ไม่ได้ช่วยแก้สายตาสั้น ยาว หรือเอียง
- อาหารบำรุงสายตารักษาโรคตาได้ข้อเท็จจริง : อาหารช่วยดูแลและบำรุงสุขภาพตา แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจตาหรือการรักษาจากจักษุแพทย์ได้
- กินอาหารเสริมบำรุงสายตาแทนอาหารจริงได้ข้อเท็จจริง : ควรเน้นอาหารหลากหลายเป็นหลัก การบำรุงสายตาด้วยอาหารเสริมควรใช้เมื่อจำเป็นและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- ยิ่งกินวิตามินเอมาก ยิ่งดีต่อสายตาข้อเท็จจริง : การได้รับวิตามินเอมากเกินไปไม่ได้ช่วยเรื่องค่าสายตา และอาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะจากอาหารเสริมหรือตับที่กินบ่อยเกินควร
- คนอายุน้อยไม่ต้องสนใจอาหารบำรุงสายตาข้อเท็จจริง : คนทำงานหน้าจอหรือใช้มือถือเป็นเวลานานก็ควรดูแลสายตาตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งเรื่องอาหาร การพักสายตา และพฤติกรรมการใช้จอ
- กินอาหารบำรุงสายตาแล้วไม่ต้องพักสายตาข้อเท็จจริง : โภชนาการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลตา ควรถนอมสายตาด้วยการพักสายตา ปรับแสงหน้าจอ และตรวจตาเป็นประจำร่วมด้วย
อาหารบำรุงสายตา ตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตาที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้
อาหารบำรุงสายตาเป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพตาที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน โอเมก้า 3 วิตามินซี วิตามินอี และสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของจอประสาทตา ปกป้องเซลล์ดวงตา และดูแลความชุ่มชื้นของดวงตาเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสมควบคู่กับพฤติกรรมการใช้สายตาที่ดี
อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน ปวดตาบ่อย ตาแห้งรุนแรง แสบตาเรื้อรัง เห็นแสงวาบ จุดดำลอยไปมา หรือรู้สึกว่าสายตาเปลี่ยนไป การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพตาที่ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด เพื่อดูแลดวงตาอย่างตรงจุด ควรเข้ารับการตรวจสายตาและประเมินสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ โรงพยาบาลจักษุ อินซ์ พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลดวงตา ตรวจวินิจฉัยปัญหาสายตา และวางแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณดูแลการมองเห็นได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
ช่องทางติดต่อ
- ☎ Tel : 02-055-8888
- 💬 Line : @inzhospital → https://lin.ee/zOUmpL6
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อาหารบำรุงสายตา
วิธีบำรุงสายตาทำได้อย่างไร?
บำรุงสายตาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักสายตาเป็นระยะ ปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากพอ และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
กินอะไรบำรุงสายตาได้ดีที่สุด?
ควรเลือกกินอาหารให้หลากหลาย เช่น ปลาแซลมอน ไข่แดง ผักใบเขียว แคร์รอต ฟักทอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ถั่ว และเมล็ดพืช เพราะมีสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพตา
เครื่องดื่มอะไรบ้างช่วยบำรุงสายตา?
เครื่องดื่มบำรุงสายตา เช่น น้ำผักผลไม้ไม่เติมน้ำตาล สมูทตี้ผักผลไม้ และน้ำผลไม้สดในปริมาณเหมาะสม โดยควรเลือกวัตถุดิบที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ และควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา
