คันตาบ่อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคตาที่ไม่ควรมองข้าม

คันตา เป็นอาการที่หลายคนเคยพบในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหลังสัมผัสฝุ่น ควัน มลภาวะ ใช้สายตาหน้าจอเป็นเวลานาน หรือในผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ โดยบางคนอาจมีอาการคันหัวตา ตาแดง น้ำตาไหล ตาบวม หรือรู้สึกอยากขยี้ตาอยู่ตลอดเวลา แม้อาการคันตาจะดูเป็นเพียงความรำคาญเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อย เป็นเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม 

การทำความเข้าใจสาเหตุของอาการคันตา รวมถึงการสังเกตอาการร่วม วิธีดูแลเบื้องต้น แนวทางการรักษา และการป้องกันที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกต้องในระยะยาว

Key Takeaways

  • คันตาไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกิดจากตาแห้ง ตาล้า คอนแทคเลนส์ หรือการติดเชื้อที่ดวงตา
  • อาการคันตาที่มาพร้อมตาแดง น้ำตาไหล หรือขี้ตาผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคตาที่ควรได้รับการตรวจรักษา
  • ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของดวงตา
  • การดูแลดวงตาอย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ช่วยลดโอกาสเกิดอาการคันตาซ้ำได้
  • หากคันตาเรื้อรังหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
สารบัญบทความ

    อาการคันตา คืออะไร?

    อาการคันตา คือ ความรู้สึกระคายเคืองบริเวณดวงตา เปลือกตา หรือเยื่อบุตา จนทำให้รู้สึกอยากขยี้ตาหรือสัมผัสดวงตาบ่อยกว่าปกติ โดยอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือเป็นเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ

    หลายคนมักเข้าใจว่าอาการคันตาเป็นเพียงผลจากฝุ่นละอองหรืออากาศแห้ง แต่ในทางการแพทย์ อาการคันตาอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรคภูมิแพ้ขึ้นตา ภาวะตาแห้ง การอักเสบของเปลือกตา ไปจนถึงการติดเชื้อบริเวณดวงตา

    โดยทั่วไป อาการคันตามักพบร่วมกับอาการอื่น เช่น

    • ตาแดง
    • น้ำตาไหล
    • แสบตา
    • เปลือกตาบวม
    • ระคายเคืองตา
    • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา

    หากอาการคันตาเกิดขึ้นบ่อย เป็นเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากโรคตาบางชนิดอาจส่งผลต่อการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

    สาเหตุของอาการคันตาเกิดจากอะไรบ้าง?

    สาเหตุของอาการคันตา

    อาการคันตาไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการใช้สายตา โรคภูมิแพ้ ไปจนถึงโรคติดเชื้อบริเวณดวงตา การรู้สาเหตุจะช่วยให้ดูแลและรักษาอาการคันตาได้อย่างถูกต้อง

    ภูมิแพ้

    ภูมิแพ้ – เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของอาการคันตา โดยมักเกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ เชื้อรา หรือควัน อาการที่พบได้บ่อยคือคันตาทั้งสองข้าง น้ำตาไหล ตาแดง เปลือกตาบวม และอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูกร่วมด้วย

    ตาแห้ง

    ตาแห้ง – ตาแห้งเกิดจากปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอ หรือคุณภาพของฟิล์มน้ำตาผิดปกติ ทำให้ผิวตาระคายเคืองและเกิดอาการคันตา แสบตา เหมือนมีเม็ดทรายอยู่ในตา กะพริบตาน้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในผู้ใช้หน้าจอ มักพบในผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน อยู่ในห้องแอร์ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ 

    ตาล้า

    ตาล้า – การใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ใช้สมาร์ตโฟน ซึ่งแสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลทำให้เกิดอาการตาล้าได้เช่นกัน นอกจากนั้นการอ่านหนังสือ หรือขับรถนาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดภาวะตาล้าหรือ Digital Eye Strain โดยเฉพาะเมื่อกะพริบตาน้อยลงระหว่างการจ้องหน้าจอ ส่งผลให้ฟิล์มน้ำตาระเหยเร็วขึ้นและเกิดภาวะตาแห้ง

    ผู้ที่มีภาวะตาล้าอาจมีอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคืองตา ปวดกระบอกตา มองเห็นภาพพร่าเป็นช่วง ๆ และในบางรายอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย

    คอนแทคเลนส์

    คอนแทคเลนส์ – การใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ล้างคอนแทคเลนส์ไม่สะอาด ใช้น้ำยาที่ไม่เหมาะสม หรือใส่คอนแทคเลนส์ขณะนอนหลับ อาจทำให้ตาระคายเคือง คันตา ตาแดง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตาได้

    ขนตาทิ่มตา

    ขนตาทิ่มตา – ขนตาทิ่มตาเกิดจากขนตางอกผิดทิศทางและเสียดสีกับผิวกระจกตาหรือเยื่อบุตา ทำให้รู้สึกคันตา เคืองตา น้ำตาไหล หรือเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หากปล่อยไว้อาจทำให้กระจกตาเป็นแผลได้

    ตากุ้งยิง

    ตากุ้งยิง – เกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณต่อมไขมันที่เปลือกตา มักมีตุ่มบวมแดง เจ็บหรือคันบริเวณเปลือกตา บางรายอาจมีหนองร่วมด้วย แม้ตากุ้งยิงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ไม่ควรบีบหรือแกะเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบลุกลาม

    ตาแดง

    ตาแดง – อาจเกิดจากการระคายเคือง ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยอาจมีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล หรือมีขี้ตา หากเป็นตาแดงจากการติดเชื้อ ควรระวังการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น

    การติดเชื้อ

    การติดเชื้อ – เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา อาจทำให้เกิดอาการคันตา ตาแดง ปวดตา มีขี้ตา ตามัว หรือแพ้แสง โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์หรือมีแผลที่กระจกตา ควรรีบพบจักษุแพทย์

    บาดแผลที่กระจกตา

    บาดแผลที่กระจกตา – อาจเกิดจากฝุ่น เศษสิ่งแปลกปลอม เล็บข่วนตา การขยี้ตาแรง หรือการใส่คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี อาการที่พบได้คือคันตา ปวดตา น้ำตาไหล แสบตา ลืมตาลำบาก หรือมองเห็นไม่ชัด

    เยื่อบุตาอักเสบ

    เยื่อบุตาอักเสบ – เป็นภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบจากภูมิแพ้ การติดเชื้อ หรือสิ่งระคายเคือง ทำให้เกิดอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ หรือเปลือกตาบวม การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ จึงควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

    ต้อเนื้อ

    ต้อเนื้อ – เป็นความผิดปกติของเยื่อบุตาขาวที่ลุกลามเข้าไปบนกระจกตา มักเกิดจากการสัมผัสแสงแดด ฝุ่น และลมเป็นเวลานาน ทำให้มีอาการคันตา ตาแดง และระคายเคืองตาได้ หากปล่อยไว้จนต้อเนื้อมีขนาดใหญ่ อาจส่งผลต่อการมองเห็นและจำเป็นต้องได้รับการรักษา 

    อาการคันตาเป็นอย่างไร? รวมลักษณะอาการที่ควรรู้

    อาการคันตาอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยและหายได้เอง แต่บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาดวงตาที่ต้องได้รับการรักษา โดยลักษณะอาการที่พบได้มีดังนี้

    • คันบริเวณหัวตา หางตา เปลือกตา หรือทั้งดวงตา
    • รู้สึกระคายเคือง เหมือนมีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมในตา
    • ตาแดง น้ำตาไหล หรือแสบตา
    • ตาแห้ง มองเห็นไม่ชัดเป็นช่วง ๆ
    • เปลือกตาบวม หรือมีผื่นบริเวณรอบดวงตา
    • มีขี้ตามาก ขี้ตาเหนียว หรือขี้ตาเป็นสีเหลืองเขียว
    • แพ้แสง ลืมตายาก หรือปวดตา
    • คันตาหลังใส่คอนแทคเลนส์
    • คันตาเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ
    • คันตาร่วมกับอาการภูมิแพ้ เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก

    หากอาการคันตาเป็นมากขึ้น มีอาการปวดตา ตามัว แพ้แสง หรือมีขี้ตาผิดปกติ ไม่ควรซื้อยาหยอดตาใช้เอง ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

    วิธีดูแลอาการคันตาเบื้องต้นทำอย่างไรบ้าง?

    เมื่อเริ่มมีอาการคันตา ควรดูแลดวงตาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก เพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น โดยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้ดวงตาระคายเคืองมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อกระจกตาเป็นแผล หรือทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่ายขึ้น
    • ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตา โดยเฉพาะก่อนเช็ดตา หยอดตา หรือใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
    • ใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการคันตาร่วมกับตาแห้ง แสบตา หรือใช้สายตาหน้าจอเป็นเวลานาน
    • ประคบเย็นบริเวณเปลือกตา ช่วยลดอาการคันตา บวม แดง หรือระคายเคืองจากภูมิแพ้ได้
    • พักสายตาเป็นระยะ หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นช่วง ๆ เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง
    • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้คันตา เช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ มลภาวะ หรือเครื่องสำอางรอบดวงตาที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
    • งดใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว หากมีอาการคันตา ตาแดง แสบตา หรือระคายเคือง ควรเปลี่ยนมาใช้แว่นตาจนกว่าอาการจะดีขึ้น
    • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องสำอาง หรืออุปกรณ์แต่งตา เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
    • พบจักษุแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะหากคันตาต่อเนื่องเกิน 1–2 วัน มีตาแดง ปวดตา ตามัว มีขี้ตาผิดปกติ หรือแพ้แสงร่วมด้วย

    วิธีรักษาและดูแลอาการคันตาให้หายทำอย่างไร?

    วิธีรักษาอาการคันตา

    การรักษาอาการคันตาควรเริ่มจากการวินิจฉัยสาเหตุ เพราะคันตาจากภูมิแพ้ ตาแห้ง การติดเชื้อ หรือบาดแผลที่กระจกตา มีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน การใช้ยาหยอดตาเองโดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น หรือเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้

    รักษาอาการคันตาจากภูมิแพ้

    หากอาการคันตาเกิดจากโรคภูมิแพ้ขึ้นตา จักษุแพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น ใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดการระคายเคือง และพิจารณาใช้ยาหยอดตากลุ่มต้านฮิสตามีนหรือยาลดการอักเสบตามความเหมาะสม ในบางรายอาจต้องใช้ยารับประทานร่วมด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาใช้เอง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันลูกตาสูง ต้อหิน หรือต้อกระจกได้

    รักษาอาการคันตาจากคอนแทคเลนส์

    อาการคันตาจากคอนแทคเลนส์ ควรหยุดใส่คอนแทคเลนส์ทันทีและเปลี่ยนมาใช้แว่นตาชั่วคราว จักษุแพทย์จะตรวจว่ามีภาวะตาแห้ง ภูมิแพ้ การอักเสบ หรือการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่ พร้อมแนะนำวิธีใช้คอนแทคเลนส์ที่ถูกต้อง เช่น ไม่ใส่นานเกินไป ไม่ใส่นอน และดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด

    รักษาอาการคันตาจากตาแห้ง

    หากอาการคันตาเกิดจากภาวะตาแห้ง จักษุแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้สายตา เช่น พักสายตาตามกฎ 20-20-20 กะพริบตาให้บ่อยขึ้นระหว่างใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟน และหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีลมหรือเครื่องปรับอากาศเป่าตรงดวงตา 

    ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง จักษุแพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เช่น ยาหยอดตาลดการอักเสบ การรักษาความผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา (Meibomian Gland Dysfunction) หรือการรักษาอื่น ๆ ตามสาเหตุของโรค เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวดวงตาและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

    รักษาตามอาการบาดเจ็บ หรือสิ่งแปลกปลอม 

    หากอาการคันตาเกิดจากการบาดเจ็บของดวงตา เช่น กระจกตาถลอก มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือได้รับอุบัติเหตุบริเวณดวงตา ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ควรขยี้ตา พยายามเขี่ยสิ่งแปลกปลอมออกด้วยตนเอง หรือซื้อยาหยอดตามาใช้เอง

    จักษุแพทย์จะตรวจดวงตาอย่างละเอียดเพื่อประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของการบาดเจ็บ พร้อมให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น การนำสิ่งแปลกปลอมออก การใช้ยาหยอดตาหรือยาปฏิชีวนะเมื่อมีข้อบ่งชี้ รวมถึงการดูแลเฉพาะทางเพื่อป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น

    วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการคันตาควรดูแลอย่างไร?

    แม้อาการคันตาจะสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการคันตาได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิแพ้ ใช้สายตาเป็นเวลานาน หรือใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ 

    • ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตาหรือใส่คอนแทคเลนส์
    • หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ
    • ทำความสะอาดเครื่องนอน ปลอกหมอน และผ้าห่มเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นและไรฝุ่น
    • หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน มลภาวะ เกสรดอกไม้ และขนสัตว์ หากเป็นสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้
    • ถนอมสายตา พักสายตาทุก 20 นาที เมื่อต้องใช้หน้าจอนาน ๆ 
    • ดูแลสุขภาพโดยรวม และนอนหลับพักผ่อนให้เหมาะสม
    • ใช้น้ำตาเทียมเมื่อมีอาการตาแห้ง ตามคำแนะนำของจักษุแพทย์หรือเภสัชกร และถ้าหยอดบ่อยให้เลือกชนิดไม่มีสารกันเสีย
    • ไม่ใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาร่วมกับผู้อื่น และควรล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนนอน
    • ใส่คอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนด และเปลี่ยนเลนส์ตามคำแนะนำ
    • ตรวจสุขภาพตาตามความเหมาะสม โดยเฉพาะหากมีอาการคันตาเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย

    คันตาเรื้อรัง ดูแลตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพดวงตาในระยะยาว 

    อาการคันตาอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อย เป็นเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว แพ้แสง หรือมีขี้ตาผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคตาที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย การดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจกระทบต่อการมองเห็น

    โรงพยาบาลจักษุ อินซ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลผู้ที่มีอาการคันตา คันตาเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติของดวงตาที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ช่วยให้คุณกลับมามีสุขภาพดวงตาที่ดีและมองเห็นได้อย่างมั่นใจ

    นัดหมายเพื่อตรวจได้แล้ววันนี้ ที่โรงพยาบาลจักษุ อินซ์

    • 📞 02-055-8888
    • 📲 Line : @inzhospital → https://lin.ee/zOUmpL6
    •  💬 มีเจ้าหน้าที่ดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตรวจเบื้องต้นจนถึงติดตามผลหลังรักษา 
    eye-itching-treatment

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคันตา

    ภูมิแพ้ขึ้นตามีอาการยังไง?

    ภูมิแพ้ขึ้นตามักมีอาการคันตาทั้งสองข้าง ตาแดง น้ำตาไหล เปลือกตาบวม แสบตา หรือรู้สึกระคายเคือง โดยอาจมีอาการภูมิแพ้อื่นร่วมด้วย เช่น จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือคันจมูก อาการมักเป็นมากขึ้นเมื่อสัมผัสฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้

    วิธีแก้อาการคันหัวตาทำอย่างไร?

    วิธีแก้อาการคันหัวตาเบื้องต้นคือหลีกเลี่ยงการขยี้ตา ล้างมือให้สะอาด ประคบเย็น และใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หากคันหัวตาจากภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แต่หากมีตาแดง ปวดตา มีขี้ตา หรือตามัวร่วมด้วย ควรพบจักษุแพทย์

    ทำไมถึงรู้สึกคันตาตลอดเวลา

    คันตาตลอดเวลาอาจเกิดจากภูมิแพ้เรื้อรัง ตาแห้ง การใช้สายตานาน คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสม เปลือกตาอักเสบ หรือการติดเชื้อบางชนิด หากอาการเป็นต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรเข้ารับการตรวจตาเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม