ตาบวมเกิดจากอะไร รู้สาเหตุ พร้อมวิธีบรรเทาอาการอย่างถูกวิธี

ตาบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาบน เปลือกตาล่าง หรือใต้ตา ทั้งแบบตาบวมข้างเดียวและสองข้าง ซึ่งมีสาเหตุได้ตั้งแต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ การร้องไห้ อาการแพ้ ไปจนถึงการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณดวงตา โดยบางคนอาจมีอาการตาบวมแดง คันตา เจ็บตา หรือน้ำตาไหลร่วมด้วย

แม้อาการตาบวมบางกรณีจะสามารถบรรเทาได้ด้วยตนเอง แต่หากมีอาการปวดรุนแรง ตามัว หรือบวมมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าตาบวมเกิดจากอะไร มีวิธีแก้ตาบวมอย่างไร และอาการแบบไหนที่ควรพบจักษุแพทย์ เพื่อให้สามารถดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

Key Takeaways

  • ตาบวมเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิแพ้ การอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคบางชนิด
  • ตาบวมข้างเดียวอาจเกิดจากตากุ้งยิง เปลือกตาอักเสบ หรือการติดเชื้อเฉพาะที่ ขณะที่ตาบวมสองข้างอาจเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้หรือการคั่งของของเหลว
  • วิธีแก้ตาบวมเบื้องต้น ได้แก่ การประคบเย็น พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา โดยเลือกวิธีดูแลให้เหมาะกับสาเหตุ
  • หากมีอาการตาบวมร่วมกับปวดตารุนแรง การมองเห็นผิดปกติ หรือมีไข้ ควรรีบพบจักษุแพทย์
สารบัญบทความ

    ตาบวมเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง? รู้ทันปัจจัยที่ทำให้ดวงตาบวม

    อาการตาบวม

    อาการตาบวมเกิดจากอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่บวม ลักษณะอาการ และปัจจัยกระตุ้น อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือเกี่ยวข้องกับโรคทางดวงตา โดยสาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้

    1. การพักผ่อนไม่เพียงพอและการร้องไห้

    การนอนหลับไม่เพียงพอหรือร้องไห้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการคั่งของของเหลวบริเวณเปลือกตา ส่งผลให้ตื่นมาตาบวม โดยเฉพาะบริเวณใต้ตา อาการในลักษณะนี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อนและดูแลอย่างเหมาะสม

    2. อาการแพ้และการระคายเคือง

    การสัมผัสฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เครื่องสำอาง หรือสารระคายเคือง อาจกระตุ้นให้เกิดอาการตาบวมแดง คันตา และมีน้ำตาไหล โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หากมีอาการคันตาร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้การระคายเคืองรุนแรงขึ้น

    นอกจากนี้ ภาวะตาแห้งอาจทำให้รู้สึกแสบตา ระคายเคือง และมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของอาการเปลือกตาบวม

    3. เปลือกตาอักเสบและตากุ้งยิง

    เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เป็นภาวะที่ทำให้ขอบเปลือกตาแดง บวม คัน หรือมีสะเก็ดบริเวณโคนขนตา ส่วนตากุ้งยิงเกิดจากการอักเสบติดเชื้อของต่อมบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดก้อนบวมแดงและกดเจ็บ

    ภาวะเหล่านี้อาจทำให้ตาบวมข้างเดียว โดยบางรายมีอาการเจ็บหางตาหรือปวดบริเวณเปลือกตาร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการอักเสบ

    4. การอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา

    เมื่อต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตัน อาจเกิดเป็นก้อนที่เรียกว่า ตากุ้งยิงชนิดไม่ติดเชื้อ หรือ Chalazion ซึ่งมักมีลักษณะเป็นก้อนบวมเฉพาะจุด และอาจไม่รู้สึกเจ็บ หากก้อนมีขนาดใหญ่หรือมีการอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เปลือกตาบวมมากขึ้น

    5. การติดเชื้อบริเวณดวงตาและเนื้อเยื่อรอบดวงตา

    การติดเชื้อบางชนิด เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย อาจทำให้ตาบวม มีน้ำตาไหล ตาแดง หรือมีขี้ตามากผิดปกติ

    หากการติดเชื้อลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบดวงตา อาจทำให้เกิดอาการปวดตา ตาบวมแดงรุนแรง มีไข้ หรือเจ็บเมื่อกลอกตา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

    6. การบาดเจ็บหรือการกระแทกบริเวณดวงตา

    อุบัติเหตุ การกระแทก หรือการขยี้ตาอย่างรุนแรง อาจทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณเปลือกตาได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้ตาบวมช้ำ หรือมีรอยเขียวคล้ำรอบดวงตา

    หากมีอาการตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือปวดตารุนแรงหลังได้รับบาดเจ็บ ควรรีบพบจักษุแพทย์

    7. การเปลี่ยนแปลงตามวัยและถุงใต้ตา

    เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงบริเวณรอบดวงตาอาจอ่อนแรงลง ทำให้ไขมันบริเวณใต้ตาเคลื่อนตัวมาด้านหน้า เกิดเป็นถุงใต้ตาที่ดูคล้ายอาการบวม

    สำหรับผู้ที่สงสัยว่าใต้ตาบวมเกิดจากอะไร หรือมีอาการใต้ตาบวมข้างเดียว อาจต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การคั่งของของเหลว การอักเสบ หรือความผิดปกติเฉพาะที่

    8. โรคหรือภาวะผิดปกติของร่างกาย

    โรคบางชนิด เช่น โรคไต ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือภาวะที่ทำให้ร่างกายคั่งของเหลว อาจส่งผลให้เกิดอาการบวมบริเวณเปลือกตาหรือใต้ตา โดยเฉพาะอาการบวมทั้งสองข้างที่เกิดซ้ำหรือเป็นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ หากสงสัยว่าลูกตาบวมเกิดจากอะไร ควรแยกให้ชัดเจนว่าเป็นอาการบวมของเปลือกตา เยื่อบุตา หรือมีลักษณะลูกตาโปน เพราะอาจมีสาเหตุและแนวทางรักษาที่แตกต่างกัน

    วิธีบรรเทาอาการตาบวมด้วยตนเองเบื้องต้น ทำอย่างไรให้ดีขึ้น?

    วิธีแก้ตาบวมเบื้องต้นด้วยการประคบเย็นบริเวณเปลือกตา

    สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตาบวมแก้ยังไง หรือกำลังมองหาวิธีแก้ตาบวม สามารถเริ่มต้นดูแลตนเองได้ หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย โดยเลือกวิธีให้เหมาะสมกับสาเหตุ ดังนี้

    • ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม: หากตาบวมจากการร้องไห้ พักผ่อนน้อย หรือมีการระคายเคืองเล็กน้อย สามารถใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบบริเวณเปลือกตาประมาณ 10-15 นาที โดยไม่ควรใช้น้ำแข็งสัมผัสผิวหนังโดยตรง
    • ประคบอุ่นในกรณีต่อมไขมันอุดตัน: หากมีอาการเปลือกตาบวมจากตากุ้งยิงหรือก้อนไขมันอุดตัน การประคบอุ่นประมาณ 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง อาจช่วยให้สิ่งอุดตันระบายออกได้ดีขึ้น โดยไม่ควรบีบหรือกดก้อนด้วยตนเอง
    • พักผ่อนให้เพียงพอ: หากตื่นมาตาบวมจากการนอนน้อย ควรปรับเวลานอนให้เหมาะสม และอาจหนุนศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดการคั่งของของเหลวบริเวณรอบดวงตา
    • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา: โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการตาบวม มีน้ำตาไหล หรือคันตาร่วมด้วย เพราะการขยี้ตาอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น
    • งดใช้เครื่องสำอางและคอนแทคเลนส์ชั่วคราว: หากมีอาการตาบวมแดงหรือระคายเคือง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการจนกว่าจะดีขึ้น และรักษาความสะอาดบริเวณรอบดวงตา
    • ลดอาหารเค็มและดื่มน้ำให้เหมาะสม: การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงอาจทำให้ร่างกายคั่งของเหลวมากขึ้น จึงควรลดอาหารเค็มและดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการใต้ตาบวมหลังตื่นนอน

    ตาบวมแบบไหนควรรีบพบจักษุแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

    ตาบวมควรรีบพบแพทย์

    แม้อาการตาบวมส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือความผิดปกติภายในดวงตา หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์

    • ตาบวมร่วมกับการมองเห็นผิดปกติ: เช่น ตามัวลงอย่างรวดเร็ว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็น
    • ปวดตารุนแรงหรือเจ็บเมื่อกลอกตา: โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดตา ตาบวม และตาแดงร่วมกัน
    • ตาบวมแดงมากและมีไข้: อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อรอบดวงตา
    • ตาบวมข้างเดียวอย่างรวดเร็ว: โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบวมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับปวดหรือแดงผิดปกติ
    • ลูกตาโปนหรือกลอกตาได้ลำบาก: อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติภายในเบ้าตาที่ต้องได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน
    • ตาบวมหลังอุบัติเหตุหรือสัมผัสสารเคมี: โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บตา ตามัว หรือสงสัยว่ามีการบาดเจ็บที่ลูกตา
    • อาการบวมไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย: แม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

    ตาบวมดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย? เริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริง

    อาการตาบวมสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการแพ้ การอักเสบ การติดเชื้อ และโรคบางชนิด โดยวิธีบรรเทาอาการขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ หากมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการประคบและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แต่หากตาบวมเป็นอย่างต่อเนื่อง มีอาการเจ็บตา หรือการมองเห็นผิดปกติ ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

    โรงพยาบาลตา อินซ์ ให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลปัญหาสุขภาพดวงตาโดยจักษุแพทย์ พร้อมเครื่องมือตรวจวินิจฉัยทางตา เพื่อประเมินสาเหตุของอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หากมีอาการตาบวมผิดปกติ สามารถติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเข้ารับการตรวจได้ที่

    คำถามที่พบบ่อย

    ตาบวมห้ามกินอะไร?

    โดยทั่วไปอาการตาบวมไม่ได้มีอาหารที่ต้องงดเป็นการเฉพาะ แต่ควรลดอาหารเค็มจัดเพื่อลดการคั่งของของเหลว และหลีกเลี่ยงอาหารที่เคยกระตุ้นอาการแพ้ของตนเอง

    ตาบวมกี่วันหาย?

    ตาบวมจากการร้องไห้หรือนอนน้อยมักดีขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 วัน ส่วนตาบวมจากการอักเสบหรือติดเชื้ออาจใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการรักษา